DiaryNovels

19 พ.ย. 49 ผมขับรถออกจากบ้านแต่เช้า เนื่องจากเจ้านายมอบหมายหน้าที่ให้ไปติดตามคณะของ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ผบ.ทบ. และ ประธาน คมช. ที่จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมประชาชนที่ถูกน้ำท่วมในพื้นที่ จ.นนท์ รวมถึงนำถุงยังชีพไปแจกด้วย

อ้อ...ลืมบอกไปว่าผมทำงานอยู่ที่สถานีวิทยุแห่งหนึ่ง แต่คงเดากันได้ว่าไม่ใช่รายการเพลงแน่ๆ ไม่งั้นเจ้านายจะส่งผมไปทำข่าวทำไม จริงมั๊ย แต่จุดหนึ่งที่ทำให้ผมอึดอัดคือ...ผมไม่ใช่ "นักข่าว"...ผมเป็นเพียง จนท.ประสานงานรายการวิทยุ ที่ตอนนี้ผันหน้าที่มาคอย update ข้อมูลในหน้าเว็บของทางสถานีเท่านั้น แต่จะว่าไปแล้ว ผมก็ถูกใช้ให้ออกไปทำงานหรือทำข่าว นอกสถานที่อยู่บ่อยๆ หากแต่คราวนี้มันค่อนข้างเป็นทางการ และคนที่ต้องตามไปทำข่าวก็เป็นคนที่ถือว่าสำคัญ และมีอำนาจที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยวันนี้...มันก็ต้องเกร็ง และประหม่ากันบ้างแหละน่า

กลับมาว่าถึงเหตุการณ์วันนั้นกันต่อ...ผมขับรถเพื่อไปที่ "ท่าเรือมาตุลี" ในกรมการขนส่งทหารบก หรือ ขส.ทบ. เกียกกาย

ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ขับรถมาทางนี้บ่อยนัก ทำให้ไม่ค่อยรู้เส้นทางเท่าไหร่ แม้จะพอรู้มาบ้างว่ามีบางช่วงที่เป็นทางวันเวย์ แต่นั่นก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะความซวยมาเืืยือนซะก่อน ไม่ทันที่มานั่งทบทวนเส้นทางอะไรกันอีกแล้ว เพราะหลังจากที่ผมขับรถผ่านหน้าหอสมุดแห่งชาติ และ รร.เซนต์คาเบรียล จนมาถึงแยกซังฮี้ (ตัดถนนราชวิถี) ก็มี จนท.ตำรวจนายหนึ่ง เดินออกมาจากป้อมเล็กๆ ตรงแยก เพื่อโบกรถผมพร้อมกับรถแท็กซี่อีกคันที่ดันขับตามผมมา ซึ่งก็แน่นอน ว่านี่คงไม่ได้เป็นการแวะทักทายประชาชนในยามเช้า

"สวัสดีครับ ขอดูใบอนุญาตฯ หน่อยครับ...ตรงนี้วิ่งได้แต่รถประจำทางนะครับ"

อ้าว! ไม่รู้นี่หว่า ก็บอกไปแล้วไง ว่าไม่ค่อยรู้เส้นทาง ไม่ค่อยเคยขับรถมาแถวนี้...ผมนึกในใจ เพราะขืนพูดอย่างนี้ออกไปจริงๆ มีหวัง ได้มีเรื่องที่ไม่อยากจำมาเล่าให้ฟังเป็นแน่

จากนั้นพี่แกก็เขียนใบสั่งให้ผม ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะรับ รวมถึงอยากจะชี้แจงให้แกเข้าใจ เห็นใจบ้าง ชนิดใจแทบขาด แต่เมื่อมองดูเวลาในนาฬิกาจากมือถือแล้ว...นี่มันใกล้เวลาเรือออกตามกำหนดแล้วนะ! ... ผมจึงก้มหน้าก้มตา รับใบสั่งมาอย่างเสียไม่ได้ แล้วรีบบ่ายหน้าสู่ภารกิจหลักของวันนั้นโดยทันที

เมื่อมาถึง "ท่าเรือมาตุลี" ก็เห็นพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนสายทหาร และนายทหารยืนรอกันอยู่เต็มไปหมด เจ้าหน้าที่ทหารบอกให้ผมเซ็นชื่อในสมุดลงทะเบียน

อืม...ดูเหมือนผมจะมาเป็นคนสุดท้ายเลยแฮะ!

จากนั้นไม่นาน พล.อ.สนธิ พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มาถึง และก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรให้เสียเวลา ตามสไตล์ทหาร ที่ทำอะไรด้วยความรวดเร็วเสมอ เพียงแค่การทักทายกัน 2-3 คำ ก็เพียงพอแล้วที่จะออกเรือได้

บนเรือมีการจับกลุ่มคุัยกันตามโต๊ะที่จัดไว้ แต่ก็อย่างที่บอก ว่าผมไม่ใช่ "นักข่าว" คนอื่นๆ ที่มา ส่วนใหญ่เขาจะรู้จักกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างนักข่าวด้วยกัน หรือกับนายทหาร เพราะต่างก็เป็นนักข่าวสายทหารกันทั้งนั้น แถมยังมีนักข่าวบางคนที่สนิทสนมกับนายทหารบางนาย ขนาดที่แซวกันเล่นอีกต่างหาก ส่วนผมล่ะ แทบนั่งเป็นใบ้ ไม่ได้คุยอะไรกับใครเลย จะมีก็แค่ทักกันกับนักข่าวสาวอีกคน ซึ่งดูแล้วก็คงไม่ต่างจากผมเท่าไร

เมื่อลองพูดคุยกับเธอถึงได้รู้ว่า "นี่มันนักข่าวของสถานีคู่แข่งที่หว่า!" ผมรำพันกับตัวเอง และเธอยังบอกว่า ถึงเธอจะเป็นนักข่าว แต่ไม่ใช่นักข่าวสายทหาร ทำให้ไม่รู้จักใครเลย จากนั้นผมกับเธอ ก็แทบจะไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลย...แต่! ยัง ยังไม่จบเท่านี้ เพราะชะตาของผมและเธอ ยังคงต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก

เมื่อถึงท่าน้ำเกาะเกร็ด มีการต้อนรับกันใหญ่โตพอดู มีทั้งผู้ว่าฯ นายอำเภอ และ นายกเทศฯ มากันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องบอกว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นให้เท่าไหร่นัก เพราะมีแต่พิธีการล้วนๆ จากนั้นจึงกลับลงเรืออีกครั้ง เพื่อมุ่งหน้าไปยังท่าน้ำวัดเตยซึ่งก็ยังอยู่ใน อ.ปากเกร็ด เช่นเดียวกัน เพื่อเดินทางต่อทางบกด้วยรถตู้ที่คณะจัดเตรียมไว้ให้

แต่โชคชะตากลับเล่นตลก รถตู้ที่เตรียมไว้ให้กับสื่อจำนวน 2 คัน ซึ่งผมคิดว่าเขาคงจะดูจากจำนวนสื่อที่เชิญมาแล้ว จึงคิดว่าไม่มีปัญหา เลยแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ และความใจเย็นชนิดสุขุมเยือกเย็น ค่อยๆ เดินไปที่รถ ปรากฏว่ารถคันแรกเต็ม

"ไม่เป็นไร ยังมีรถอีกคัน" ผมบอกกับตัวเอง

อย่างที่บอก โชคชะตามักเล่นตลกกับเรา รถอีกคันก็ดันเต็มอีก ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปที่รถคันแรก แต่พี่พลขับเจ้ากรรมก็ดันไม่เห็น (หรือเห็นแล้วแต่ไม่สนใจก็ไม่รู้่) แกดันขับรถหนีซะงั้น ผมเลยต้องละทิ้งความหยิ่งทะนง และฟอร์มทั้งปวง พยายามวิ่งไล่ตามแต่ไม่สำเร็จ ได้แต่เดินคอตกไม่กล้ากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยเกรงว่าจะสบตาเข้ากับผู้คนที่เห็นเหตุการณ์การตกรถของผม แต่แล้วผมก็พบว่า ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ตกรถ ทายซิว่าัยังมีใครอีก...ถูกต้องแล้วคร้าบ!...นักข่าวสาวจากสถานีคู่แข่งนั้นเอง ทำไมเราถึงชะตา้ต้องกันอย่างนี้ก็ไม่รู้

อ้อ...ลืมบอกไป หลังจากที่ขบวนรถตู้ออกไปแล้ว ผมเห็นรถนักข่าวของ itv คันหนึ่ง กำลังจะวนรถออกไป ในใจผมกำลังคิดอยู่ว่า ไอ้รถคันนี้มันจะขับตามคณะเขาไปด้วยรึเปล่า และเราจะขอเขาติดรถไปด้วยได้ไหม สุดท้ายก็ได้แค่คิด เพราะในระหว่างผมคิดอยู่นั้น ผมก็เห็นท้ายรถ itv ห่างออกไปทุกที ทิ้งไว้แต่เพียงฝุ่นที่เกิดจากยางรถสัมผัสกับพื้นหินคลุกแห้งๆ


ด้านนักข่าวสาวจากสถานีคู่แข่งนั้น ทางสถานีของเธอก็ดันมีรถสำหรับนักข่าว ซึ่งเธอก็ไม่รอช้า รีบโทร.บอกให้มารับ พร้อมบอกจุดหมายปลายทางที่จะไปในทันที ส่วนผมล่ะ คิดแล้วก็ให้น้อยใจ เพราะมีกับเขาซะที่ไหนล่ะไอ้รถเนี่ย ครั้นจะขอติดไปด้วย ก็มีศักดิ์ศรีค้ำคอ เพราะยังไงเสีย เราก็เป็นคู่แข่งกัน และที่สำคัญ ผมเคยมีประสบการณ์ที่ต้องติดรถสถานีคู่แข่งแห่งนี้มาแล้วด้วย

ครั้งที่มีงานเปิดตัวโครงการที่สถานีของผม และสถานีคู่แข่งแห่งนี้ ได้เข้ารวมโปรเจ็คหนึ่งกับ ททบ.5 ที่สนามเป้า ซึ่งงานนั้นผมก็ต้องเดิน เดิน และ เดิน แบบนี้แหละ จนรถของสถานีคู่แข่งแห่งนี้ชวนขึ้นรถ ไอ้จะปฏิเสธน้ำใจเขารึ ก็จะหาว่าเราหยิ่ง แถมยังจะเสียมารยาทอีกด้วย เลยต้องยอมขึ้นแบบจำใจ และตั้งใจว่า จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

เมื่อไม่ยอมไปกับเขาแล้วเราจะทำยังไง ผมใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง ซึ่งตอนแรกก็เกือบจะถอดใจหารถกลับบ้าน แต่พอคิดอีกที อุตส่าห์มาถึงนี่แล้วจะให้กลับได้อย่างไร เลยตัดสินใจเหมารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างตรงนั้น วิ่งข้ามอำเภอไปบางบัวทองในอัตรา 100 บาท

ผมก็ไม่รู้ว่ามันถูกหรือแพง เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าระยะทางมันห่างกันแค่ไหน แต่ชั่วโมงนี้ ยังไงก็ต้องเอา แถมต้องรีบทำเวลาไปให้ทันเสียด้วย

คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายนี้ แกก็แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ ด้วยการรับปากผมเป็นมั่นเป็นเหมาะ เหมือนว่าแกรู้ทางดี แต่พอออกมาถึงถนนใหญ่ สายบางบัวทอง-สุพรรณบุรี กลับแวะถามวินเจ้าถิ่นซะอย่างนั้น แต่ก็เอาเหอะ จะไปทางไหนก็รีบๆ หน่อยแล้วกัน เพราะผมต้องไปให้ทันก่อนที่ขบวนเขาจะออกจาก "สุเหร่าเขียว" ซึ่งเป็นที่หมายไปเสียก่อน แถมนั้นเท่ากับผมต้องเสียต้งค์ค่า มอ'ไซค์ ไปฟรีๆ นะครับพี่!

หลังจากลูกพี่ผม ได้รับการชี้ทางสว่างจากวินเจ้าถิ่น แกก็จัดแจงพาผมตัดข้ามถนนซึ่งเป็นถนนใหญ่ ฝั่งละ 8 เลน แถมด้วยร่องกลางถนน ซึ่งเต็มไปด้วยหญ้ารก ที่มีรอยแหวกของยางรถมอเตอร์ไซค์ ดั่งเป็นถนนสายรองที่ตัดขึ้นใหม่เพื่อรถ 2 ล้อโดยเฉพาะ ถามว่าพารถตัดข้ามาเพื่ออะไรน่ะหรือ ก็กลับรถไงครับ ลองนึกภาพถนนใหญ่ที่มีถึง 16 เลน แต่ไม่มีสะพานกลับรถดูก็แล้วกันครับ

เป็นอันว่าผมมาถึง "สุเหร่าเขียว" อ.บางบัวทอง ทันเวลา ดูแล้ก็ค่อนข้างจะคุ้มค่ากับ การเดินทางอันทรหด เพราะเขาเพิ่งเริ่มงานกันไม่ไม่นาน

พอเสร็จจากงาน ผมก็ไม่รอช้า รีบวิ่งขึ้นรถตู้โดยไม่สนว่าใครจะว่าบ้า หรือไม่เป็นสุภาพบุรุษ ใครจะ "ไม่ใจ" หรือเป็น "แต๋ว" ก็ไ่ม่สนแล้วโว้ย!

แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือ...คราวนี้รถว่าง...มันไม่เต็มจนไม่พอนั่งเหมือนขามา...เพราะอะไรน่ะหรือ ก็บรรดาพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนของผม เขาไปนั่งรถของสำนักข่าวเขาเองน่ะสิ

ทีนี้คำถามก็คือ "แล้วทำไมไม่นั่งรถตัวเองไปตั้งแต่แรกวะ?" มาแย่งที่นั่งคนไม่มีรถอย่างผมทำไมเนี่ย